Sunday, 13 July 2014

เดินทางไปต่างประเทศ


          ประสบการณ์เดินทางไปต่างประเทศ(อังกฤษ) เป็นธรรมดาสำหรับคนที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกยิ่งถ้าเดินทางคนเดียว ยิ่งเพิ่มความตื่นเต้นหลายเท่า ตื่นเต้นมากหรือน้อยเป็นอยู่แล้ว ไม่ว่ากัน บ้างก็คิดไปต่างๆนาๆ  ว่าฉันจะไปรอดหรือเปล่าเนี่ย จะขึ้นเครื่องผิดไหม จะตกเครื่องหรือเปล่า คิดไปสารพัด และแล้วเราให้กำลังใจกับตัวเอง คนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้ เอ้า..ตั้งสติ อย่างไรการเดินทางต้องราบรื่นสินะ... ส่วนวีดีโอข้างล่างนี้เป็นการเตรียมตัวด้านภาษาอังกฤษ




เริ่มต้นทุกอย่างอย่างมีแบบแผน เอาล่ะเตรียมเรื่องกระเป๋าเดินทางก่อน
       1. กระเป๋าเดินทางหรือสัมภาระของเราค่ะ เรียก suitcase เช็คจากสายการบินก่อนว่าน้ำหนักกระเป๋าสัมภาระคุณบรรจุได้กี่กิโลกรัม ถ้าน้ำหนักเกินมากกว่าที่กำหนดคุณต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม สิ่งของใน suitcase ของใช้จำเป็นของคุณรวมทั้งของใช้ที่เป็นของเหลวด้วย เช่น สบู่เหลว โลชั่นทาผิว น้ำหอม ยาสีฟัน ฯลฯ ซึ่งกระเป๋าสัมภาระนี้จะโหลดใต้ท้องเครื่อง เขียนชื่อ ที่อยู่ปลายทางติดที่กระเป๋า หากมีการติดขัดเจ้าหน้าที่จะได้ส่งกระเป๋าคุณถึงที่พักได้ ทำสัญลักษณ์ที่ทำให้คุณจำกระเป๋าของคุณง่ายขึ้น เช่น ติดสายรัดกระเป๋าที่เห็นชัดเจน หรือติดริบบิ้น  เพราะตอนรับกระเป๋าจะคล้ายๆกัน ตาลายฮ่าๆๆ

       2. กระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก hand luggage คือกระเป๋าเดินทางที่ลาก หรือหิ้วขึ้นเครื่อง โดยปกติจะประมาณ 7-10 กิโลกรัม (แล้วแต่ละสายการบินกำหนด) ซึ่งไม่ควรให้ใหญ่มาก บางสายการบินจะกำหนดความกว้าง ยาว หนา ของกระเป๋าด้วย สิ่งที่อยู่ในกระเป๋าควรเป็นของที่คุณจะใช้ระหว่างอยู่บนเครื่อง เช่น ยาที่คุณใช้เป็นประจำ, หนังสืออ่านเล่นแก้เหงา, โน๊ตบุ๊ค,  เอกสารสำคัญต่างๆ ที่จะต้องใช้ในการตรวจคนเข้าเมือง ไม่ควรนำของเหลวใส่ไว้ใน hand luggage หากจำเป็นจริงๆ สามารถเอาไปได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัม และต้องใส่ไว้ในถุงพลาสติกใส

            เพิ่มเติมนิดหน่อยกรณีคุณแม่ทั้งหลายที่เดินทางกับลูกน้อย คงต้องเตรียมสัมภาระให้ลูกน้อย เช่น ผ้าอ้อม ขวดนม ยา(กรณีเป็นขวดยาต้องไม่เกิน 100 มิลลิกรัม) ถ้าเกินต้องมีใบสั่งแพทย์กำหนดไว้ เสื้อผ้าสำรองเผื่อลูกทำเลอะเทอะ สำหรับน้ำดื่มลูก ขวดนม ทางเจ้าหน้าที่จะให้คุณพิสูจน์ โดยการชิมขวดนมหรือน้ำดื่มของลูก หากไม่มีสารอันตรายก็ผ่าน หากอันตรายคนชิมคงเหลือแต่ชื่อฮ่าๆๆ (กรณีนี้เมื่อเดินทางกับเด็กเล็ก)

      3. เตรียมเอกสารให้พร้อม 
          - หนังสือเดินทาง passport 
          - ตั๋วเครื่องบิน flight ticket
          - เอกสารสำคัญที่ต้องใช้กรณีตรวจคนเข้าเมือง เช่น หนังสือเชิญ ใบตรวจสุขภาพ ฯลฯ

      4. กระเป๋าถือสำหรับสุภาพสตรี/สุภาพบุรุพ ใบไม่ใหญ่มาก เราสามารถใส่เครื่องสำอาง ของใช้จิปาถะ (บางสายการบินอนุญาตให้ถือได้แต่ hand luggage เท่านั้น ต้องเช็คก่อนออกเดินทาง เพื่อป้องกันน้ำหนักเกิน)

เมื่อกระเป๋าพร้อม เอกสารเดินทางพร้อม เตรียมตัวเดินทาง
       1. ควรไปถึง สนามบินก่อน 2-3 ชั่วโมง ในโซนผู้โดยสารขาออก Departures โดยเช็คอินที่เคาน์เตอร์ International (สายการบินระหว่างประเทศ)

       2. ยื่น Passport กับตั๋วเครื่องบิน จากนั้นชั่งน้ำหนักกระเป๋า เสร็จขั้นตอนนี้แล้วเจ้าหน้าที่คืน passport, Boarding pass, สติ๊กเกอร์ baggage claim (โดยมากเจ้าหน้าที่จะติดสติ๊กเกอร์ไว้หลังหนังสือเดินทาง) และเอกสารใบขาออกเมือง (เมื่อออกนอกประเทศ) ,ขาเข้าเมือง (เมื่อกลับเข้ามาไทย)  เอกสารขาเข้า-ออก อยู่ในชุดเดียวกัน

       3. Boarding pass จะระบุเที่ยวบิน flight ประตูขึ้นเครื่อง Gate เลขที่นั่งบนเครื่องบิน และเวลาเดินทาง

      4. กรอกเอกสารบัตรขาออก Departures card เอกสารบัตรขาเข้า Arrival card ก่อนเข้าไปด่านตรวจคนออกนอกเมือง ควรกรอกทั้งขาออกและขาเข้าให้เรียบร้อย เมื่อกลับมาไทยจะได้ไม่ต้องกรอกอีก

จุดตรวจคนออกนอกเมือง หรือ Immigration Counter
       1.เดินไปต่อแถวที่เขียนว่า หนังสือเดินทางไทย หรือ Thai passport
       2. ยื่นหนังสือเดินทาง , boarding pass และเอกสารบัตรขาออกที่กรอกไว้เรียบร้อยแล้ว
       3.เจ้าหน้าที่จะมีกล้องตัวน้อยๆ อยู่ตรงหน้า เขาจะบอกให้มองกล้อง พร้อมรูปในหนังสือเดินทางว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่
       4. เจอด่านตรวจกระเป๋าที่หิ้วขึ้นเครื่อง จุดนี้จะไม่อนุญาติให้นำของเหลวที่เกิน 100 มิลลิกรัมขึ้นเครื่องตามที่บอกไปแล้วนั้น

เมื่อผ่านจุดตรวจคนออกนอกเมืองแล้ว
        1. ดู Gateว่าจะขึ้นเครื่องประตูไหน ซึ่งจะโชว์ในจอมอนิเตอร์ ซึ่งจะบอกเที่ยวบิน เวลาเครื่องออก และต้องออก Gate ไหน
        2. ควรหา Gate ให้เจอก่อน เมื่อรู้ว่าเราจะขึ้นเครื่องออกประตูทางออกไหนแล้วก็มีเวลาซื้อของใน Duty free
        3. เมื่อใกล้เวลาเดินทาง ควรเผื่อเวลาเล็กน้อย เพราะจะมีการตรวจกระเป๋า hand luggage อีกครั้งก่อนขึ้นเครื่อง
        4.เมื่อเดินมาถึง Gate เรียบร้อยแล้ว ยื่น passport และ boarding pass

พอถึงเวลาขึ้นเครื่อง
       1.ทางสายการบินจะเรียกให้เด็ก คนชรา คนพิการ ตลอดจนผู้โดยสารชั้นธุรกิจขึ้นเครื่องก่อน
       2.จากไหนจะเรียกผู้โดยสาร ตามหมายเลขที่นั่ง ซึ่งจะเรียกผู้โดยสารที่นั่งด้านหลังเครื่องบินก่อน เมื่อถึงหมายเลขของคุณก็เดินขึ้นเครื่อง
       3.เจ้าหน้าที่จะอยู่ประตูทางเข้าเครื่องบิน และจะขอดู boarding pass เพื่อบอกให้คุณเดินไปหาเลขที่นั่งได้ถูก เช่น A56 (เก้าอี้แถว A เลขที่นั่ง 56) หาที่นั่งเจอแล้วเก็บกระเป๋าไว้ในที่เก็บเหนือศรีษะให้เรียบร้อย
      4.เมื่อได้ที่นั่งแล้ว ให้รัดเข็มขัดให้เรียบร้อย ก่อนเครื่องออกจะมีการสาธิตการใช้อุปกรณ์ฉุกเฉิน ควรรู้ไว้หากมีเหตุฉุกเฉินจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้

ทำความเข้าใจสัญลักษณ์ต่างๆ บนเครื่องบิน เช่น 
          - เครื่องหมายรัดเข็มขัดเปิดอยู่ ซึ่งจะอยู่ตรงเหนือศรีษะ ถ้าแสดงไว้ต้องรัดเข็มขัด จะลุกจากที่นั่งไม่ได้ แต่ถ้าไฟปิดคุณสามารถลุกจากที่นั่งได้                 
          - ปุ่มขอความช่วยเหลือ จะมีรูปคน ถ้ากดปุ่มนี้ พนักงานจะเดินมาหาแล้วถามว่าคุณต้องการความช่วยเหลืออะไร อย่าเผลอกดถ้าไม่ต้องการความช่วยเหลือ เดี๋ยวหน้าแตก
          - ปุ่มเอนพนักพิง ก่อนเอนพนักพิง ควรตรวจสอบผู้โดยสารที่นั่งด้านหลังคุณด้วย
          - ปุ่มเสียบหูฟัง เอาไว้ดูหนังฟังเพลง ถ้ามีจอส่วนตัว สามารถเลือกหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์เองได้ หน้าตาคล้ายๆรีโมททีวีบ้านเรา
         - ปุ่มรูปไฟ ปุ่มนี้เปิดเพื่อความสว่าง เช่น อ่านหนังสือ          
         - ปุ่มไฟเขียวหน้าห้องน้ำบนเครื่องบิน หมายความว่า ห้องน้ำว่าง หน้าประตูหน้าน้ำจะเขียนว่า Vacant ให้ผลักหรือเปิดประตูเข้าไป เมื่อเข้าห้องน้ำแล้ว ให้ล็อคประตูด้วย เพื่อให้ไฟในห้องน้ำติด ถ้าไฟไม่ติด แสดงว่าเรายังไม่ได้ล็อคห้องน้ำ อาจมีคนผลักเข้ามาได้
          -ปุ่มไฟแดงหน้าห้องน้ำ หมายความว่า ห้องน้ำไม่ว่าง Occupy ให้รอคิวหรือมองหาห้องอื่น   

          บนเครื่องก็จะมีบริการอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนการขายสินค้าปลอดภาษี เมื่อใกล้ถึงที่หมายเจ้าหน้าที่ก็จะให้คุณกรอกเอกสารคนเข้าเมือง Entry Card  ควรกรอกรายละเอียดทั้งหมดบนเครื่องให้เรียบร้อย เพราะเมื่อคุณลงจากเครื่องแล้วจะต้องต่อคิว ในด่านตรวจคนเข้าเมืองซึ่งยาวมาก อย่าเสียเวลาในการกรอก Entry Card ตอนลงสู้พื้นดิน

เดินออกจากเครื่อง ไปยังจุดตรวจคนเข้าเมือง
       1.  ดูป้าย Arrival แปลว่า ผู้โดยสารขาเข้า ต้องไปตามป้ายนี้เท่านั้น  ถ้าเห็นป้าย Transit or Transfer เป็นป้ายสำหรับผู้โดยสารต่อเครื่อง
       2   เมื่อมาถึงจุดตรวจคนเข้าเมือง Immigration Control
       3.  จุดตรวจคนเข้าเมืองจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ 
            1. UK passport สำหรับชาวอังกฤษ กับ EU passport สำหรับคนที่มาจากสหภาพยุโรป (ประกอบด้วยรัฐสมาชิก 28 ประเทศ ส่วนใหญ่ในทวีปยุโรป)
            2. Non UK Passport ผู้ที่ไม่ใช่ชาวอังกฤษ กับ Non Resident สำหรับคนที่ไม่ได้อาศัยในอังกฤษ (มาท่องเที่ยว)
       4. ระหว่างเข้าคิวรอ เตรียมเอกสารให้พร้อม Passport หนังสือเดินทาง Entry Card เอกสารคนเข้าเมืองที่กรอกบนเครื่องเรียบร้อยแล้ว ตลอดจนเตรียมเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ เช่น จดหมายเชิญจากคนอังกฤษ ที่อยู่ที่คุณจะไปอยู่อาศัย หรือโรงแรมที่คุณพักอยู่ เอกสารยืนยันการศึกษา (กรณีศึกษาต่อ) ฯลฯ
       5.พอถึงคิว ให้ยื่น Passport และ Entry Card หากเจ้าหน้าที่ต้องการเอกสารเพิ่มก็ยื่นให้ เช่น จดหมายเชิญ เจ้าหน้าที่จะดูรูปในหนังสือเดินทางพร้อมกับกล้องตัวเล็กๆ ให้คุณมองที่กล้อง เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ดูเปรียบเทียบว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่
       6.เมื่อผ่านขั้นตอนที่ 5 ให้ไปรอรับกระเป๋า ที่จุด Baggage ดูตามป้ายบอก
       7.มาถึงจุดรับกระเป๋า ดูที่จอมอนิเตอร์ว่ากระเป๋าคุณอยู่ที่สายพานไหน ในจอจะระบุ สายการบิน เที่ยวบินอะไร บินมาจากไหน ตัวอย่างเช่น  Thai Airways TG916 From Bangkok line 9 หมายความว่าคุณต้องไปรอรับกระเป๋าที่สายพานที่ 9 นั่นเอง
        8. ใช้รถเข็นเพื่อความสะดวก คือเอากระเป๋าทุกใบใส่ในรถเข็น จะได้ไม่ต้องลำบากลากหลายใบ เมื่อออกมาผ่านด่านจุดตรวจกระเป๋า (หากหากระเป๋าไม่เจอ แจ้งเจ้าหน้าที่แล้วแสดง baggage claim  หากกระเป๋าสูญหาย ทางสายการบินจะส่งกระเป๋าไปให้คุณถึงบ้านตามที่อยู่ที่คุณเขียนไว้บนกระเป๋าก่อนออกเดินทาง)
        9.เดินออกนอกสนามบิน ต้องผ่านเจ้าหน้าทีด่านศุลกากร (เสียภาษี) ให้เดินช่องสีเขียว Nothing to declare (ไม่มีของต้องสำแดง) ต้องเข้าช่องสีเขียวเท่านั้น
       10.หากเดินเข้าช่องสีแดง แสดงว่าเรามีของสำแดงให้เจ้าหน้าที่ดู จะถามว่ามีของสำแดงไหม และต้องแสดงให้เจ้าหน้าที่ดู
       11. มองป้ายสีเขียวแล้ว ดูทางออก Exit ถ้าเห็นเจ้าหน้าที่เรียกใครก็ตาม ที่ไม่ใช่เรา ขอค้นกระเป๋าเขา ให้เราเดินของเราตามปกติ ไม่ต้องไปต่อแถวให้เขาค้น เพราะเขาจะเรียกเป็นรายบุคคล ไม่ได้ขอค้นทั้งหมด ถ้าเขาไม่ได้เรียกเรา ให้เดินออกมาตามปกติ
      12. เมื่อเดินออกมาแล้ว ก็จะมองหาคนที่จะมารับคุณ จบการผจญภัยที่ตื่นเต้นและแล้วคุณก็ผ่านมาจนได้ ไชโย !

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ มีความสุขกับการเดินทาง รู้จักสังเกตุผู้ร่วมเดินทางอย่างฉลาดและไม่ขาดเฉลียว พูดคุย สอบถาม หากมีข้อสงสัย กับเจ้าหน้าที่หรือเพื่อนร่วมทางถือว่าเป็นการเรียนรู้ และทำให้การผจญภัยมีรสชาดมากยิ่งขึ้น Good luck everyone :)


7 comments:

  1. ขอบคุณที่นำมาแชร์คะ ^ ^

    ReplyDelete
    Replies
    1. ขอบคุณที่ติดตามค่ะคุณนัท ดีใจจังเลย :)

      Delete
  2. -->สัญญาลักษณ์--<
    เขียนเก่งแล้ว

    ReplyDelete
    Replies
    1. This comment has been removed by the author.

      Delete
    2. ขอบคุณมากค่ะ

      Delete
  3. มาสมัครเป็นแฟน blog นี้ค่ะ

    ReplyDelete
    Replies
    1. ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

      Delete